ผลงานวิชาการ | การประเมินโครงการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียนน้ำพองศึกษา โดย นายวัทธิกร โพธิ์ชัยโถ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนน้ำพองศึกษา
  
ชื่อเรื่อง              : การประเมินโครงการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
                         ของโรงเรียนน้ำพองศึกษา 
ผู้ประเมิน           : นายวัทธิกร  โพธิ์ชัยโถ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนน้ำพองศึกษา             
ปีที่ทำการประเมิน  : 2564
 
 
บทคัดย่อ
 
การประเมินโครงการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียนน้ำพองศึกษา   การประเมินในครั้งนี้ใช้รูปแบบจำลอง CIPPI (Context-Input-Process-Product-Impact : CIPPI model) ซึ่งพัฒนาโดยวิโรจน์ สารรัตนะ (2554) ใน 5 ด้าน คือ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต และด้านผลกระทบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินโครงการได้จากการกำหนดขนาดโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan) ได้แก่ ผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 103 คน นักเรียน จำนวน 335 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 15 คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 335 คน ในปีการศึกษา 2564 รวมจำนวนทั้งหมด 788 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ เป็นแบบสอบถาม ชนิดเลือกตอบ จำนวน 6 ฉบับ และเป็นแบบทดสอบ 1 ฉบับ ประกอบด้วย แบบสอบถามเกี่ยวกับบริบทของโครงการ ปัจจัยนำเข้าของโครงการ กระบวนการของโครงการ ผลผลิตของโครงการ ผลกระทบของโครงการ ซึ่งแบบสอบถามทั้งหมด เป็นข้อคำถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ และแบบทดสอบความรู้ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานการพัฒนาการประกันคุณภาพภายใน ก่อนดำเนินโครงการ และหลังการดำเนินโครงการ เป็นลักษณะเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ
การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย () ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการทดสอบค่าที  (t – test for dependent sample) 
        ผลการประเมินโครงการ พบว่า 
1. ด้านบริบทหรือสภาพแวดล้อมของโครงการ พบว่า ผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความเห็นโดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (= 4.42, S.D.= 0.23) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า สภาพแวดล้อมของโครงการ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ วัตถุประสงค์ของโครงการมีความชัดเจน มีความเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.59, S.D.= 0.49) รองลงมา คือ กิจกรรมดำเนินงานตามโครงการมีความเหมาะสม มีความเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.57, S.D.= 0.50) และความเป็นไปได้ของโครงการ มีความเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.52, S.D.= 0.50) ตามลำดับ สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ โครงการมีความสอดคล้องกับนโยบายของสถานศึกษา มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.30, S.D.= 0.48) 
2.  ด้านปัจจัยในการดำเนินงานตามโครงการ พบว่า ผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความเห็นโดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 4.37, S.D.= 0.15) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ มีการนิเทศ กำกับ ติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีความเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.60, S.D.= 0.49) รองลงมา คือ โรงเรียนมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายและกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.59, S.D.= 0.49) สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ มีการวางแผนการดำเนินโครงการร่วมกันระหว่าง ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครองนักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.14, S.D.= 0.77)
3. ด้านกระบวนการดำเนินงานตามโครงการ พบว่า  ผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความเห็น โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 4.09, S.D.= 0.46) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ มีการกำหนดเป้าหมายความสำเร็จของการดำเนินงานของสถานศึกษา มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.45, S.D.= 0.64) รองลงมา คือ มีการสรุปผลและรายงานผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.30, S.D.= 0.75) และผู้ดำเนินงานมีการปรับปรุงการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.24, S.D.= 0.77) สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ มีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 3.64, S.D.= 0.64)
4.  ผลการประเมินผลผลิตของโครงการ
       4.1 ด้านดำเนินกิจกรรมตามโครงการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 7 ขั้นตอน ด้วยกระบวนการวงจรคุณภาพ PDCA พบว่า ผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก มาก ( = 4.38, S.D.= 0.31) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ จัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา มีความเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.51, S.D.= 0.28) รองลงมาคือ จัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.48, S.D.= 0.29) และจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองส่งให้แก่หน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษาเป็นประจำทุกปี มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.46, S.D.= 0.27) ตามลำดับ สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ กำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา แต่ละระดับและประเภทการศึกษา มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 3.97, S.D.= 0.56)
 
 
 
                   4.2 ด้านผลความรู้ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา พบว่า การทดสอบคะแนนของผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนน้ำพองศึกษา มีคะแนนก่อนเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย เท่ากับ 10.16 คะแนน และมีคะแนนหลังเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย เท่ากับ 17.75 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนสอบทั้งสองครั้ง พบว่า คะแนนสอบหลังเข้าร่วมโครงการ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4.3 ด้านความพึงพอใจของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหาร  ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความพึงพอใจเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา  โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก มาก ( = 4.22, S.D. = 0.41) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ระบบสารสนเทศการบริหารวิชาการ มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.49, S.D.= 0.57) รองลงมา คือ ระบบสารสนเทศเกี่ยวกับผู้เรียน มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.39, S.D.= 0.62) และความรู้ ความเข้าใจและตระหนักในความสำคัญของการประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.37, S.D.= 0.61) ตามลำดับ สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ บุคลากรที่เกี่ยวข้องมีการนำมาตรฐานการศึกษาโรงเรียนไปใช้ มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 3.95, S.D.= 0.69)
5.  ด้านผลกระทบ พบว่า ผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 3.91, S.D.= 0.46) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ มีความตระหนักถึงความสำคัญของการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.48, S.D.= 0.64) รองลงมา คือ รู้และเข้าใจสภาพการดำเนินงานของสถานศึกษา มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.10, S.D.= 0.69) และเข้าใจแนวทางการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 4.07, S.D.= 0.66) ตามลำดับ สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ สามารถนำผลการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษามาพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีความเห็นอยู่ในระดับมาก (= 3.51, S.D.= 0.65)
  vchar_2022Aug31040805.pdf
 
  ผู้ประกาศ : ลงประกาศเมื่อ 31/ส.ค./2565 04:12:05  

    ติดต่อ สพม.ขอนแก่น
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น  เลขที่ 473 หมู่ที่ 2
ถนนมลิวรรณ ตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น รหัสไปรษณีย์ 40000
0-4300-9867
0-4325-5367
webmaster@kksec.go.th
http://www.kksec.go.th
    หมายเลขภายใน
ต่อ 1100 - สารบรรณกลาง
ต่อ 1101 - เลขานุการ ผอ.สพม.ขอนแก่น
ต่อ 1102 - กลุ่มอำนวยการ
ต่อ 1103 - กลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์
ต่อ 1104 - กลุ่มบริหารงานบุคคล
ต่อ 1105 - กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมิน
ต่อ 1106 - กลุ่มนโยบายและแผน
ต่อ 1107 - กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา
ต่อ 1108 - กลุ่มกฎหมายและคดี
ต่อ 1109 - หน่วยตรวจสอบภายใน
ต่อ 1110 - กลุ่มส่งเสริมการศึกษาทางไกล
ต่อ 1111 - กลุ่มพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา